2006/Mar/08

กี่โมงแล้ว?

ชาย:(ทำท่าเขินๆเขยิบเข้าไปใกล้หญิงสาวตรงหน้า)เอ่อ

หญิง:(มองชายอย่างสงสัย)อะไรเหรอคะ

ชาย:เปล่าครับ ผมแค่จะถามว่า ตอนนี้กี่โมงแล้วครับ

หญิง:(มองไปที่นาฬิกาข้อมือของชาย แล้วทำหน้า งงๆ) เอ่อ

ชาย:วันเวลาของผมได้หยุดไปตั้งแต่ได้พบกับคุณ....

วิ้ววววววววววววววววววววววววววววววววว

กาแฟยามเช้า

หัวหน้า:เอ่อ คุณครับขอกาแฟหน่อยครับ

เลขา:ค่ะ

หัวหน้า:เอาเบอร์ดี้นะครับ ผมอยากดื่ม

เลขา:ทำไมอ่ะคะ

หัวหน้า:(ทำหน้ายิ้มๆ)อยากรู้เหรอครับ

เลขา:...

หัวหน้า:จะได้เป็นหนึ่งในใจคุณไงครับ

โห่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แป๊กนิด แป๊กหน่อย หย่อยดีนะฮะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

2006/Mar/07

เทพเอเรส หรือ เอรีส (Ares)
เทพผู้เป็นเจ้าแห่งการสงครามคือ มาร์ส (Mars) หรือ เอเรส (Ares) ซึ่งเป็นชู้รักของเทวีอโฟรไดท์ เธอเป็นบุตรองค์หนึ่งของเทพปริณายก ซูส กับเจ้าแม่ ฮีรา และเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ทั้งปวงเว้นแต่ชาวโรมัน ผู้มีนิสัยชอบการสงคราม

ชาวโรมันเทิดทูนสดุดีเทพองค์นี้ยิ่งนัก ถึงกับอุปโลกน์ให้เป็นเทพบิดาของ โรมิวลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรม และพรรณาสรรเสริญเกียรติคุณของเธอนานัปการ ตรงกันข้ามกับชาวกรีก ซึ่งนอกจากจะไม่นิยมเลื่อมใสเทพองค์นี้แล้ว ยังถือว่า เธอเป็นเทพที่มีสันดานป่าเถื่อนดุร้าย ปราศจากความเมตตากรุณาเสียอีก ในมหากาพย์อิเลียด ซึ่งเป็นบทกวี เกี่ยวกับการ สงคราม แท้ ๆ เธอเป็นที่เกลียดชังตลอดเรื่อง นักกวีโฮเมอร์ถึงแก่ประณามเธอว่า "ยินดีในการประหัตประหาร มีมลทินด้วยเลือด เป็นอุบาทว์สำหรับมนุษย์ทั้งปวง" เมื่อสรุปตามสายตาของกรีกดังกล่าว โดยสำนวนปัจจุบันเราจะเห็นว่า เอเรสคือ เทพอันธพาลของกรีก

เอเรสเป็นโอรสขององค์เทพซูสกับฮีร่าเทวี และทรงเป็นโอรสที่เทพบิดาซูสตรัสใส่หน้าเลยว่า "เจ้าเป็นที่น่าชังที่ สุดในบรรดาลูกของข้า ทั้งโหดร้าย ดื้อด้านเหมือนแม่เจ้าไม่ผิด!" ซึ่งวาทะประโยคนี้นับว่าวิจารณ์อุปนิสัยใจคอของ เอเรสได้ตรงเป็นที่สุด นอกจากโหดร้ายและดื้อดึง เอเรสยังบุ่มบ่าม โกรธง่าย และนิยมความรุนแรงมาก นับว่าเป็นอุปนิสัยที่ แตกต่างกับเจ้าแม่เอเธน่า มากซึ่งเป็นเทวีแห่งสงครามเหมือนกัน เอเธน่านั้นสุขุม เฉลียวฉลาดและกล้าหาญ จึงได้รับการ ยกย่องทั่วทุกหนแห่ง เป็นเหตุให้เอเรสเกิดจิตริษยาเอามาก เป็นดั่งว่า "ฟ้าให้เอเรสเกิดแล้วไฉนให้เอเธน่ามาเกิดอีกเล่า" เวลาพบกันทีไรจึงมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ มีครั้งสำคัญอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อไปพบกันกลางทางและมีเรื่องทะเลาะกัน อย่างเคย เทพเอเรสเกิดบันดาลโทสะ จึงขว้างจักรอันเรืองฤทธิ์แรงกล้าพอ ๆ กับอสนีบาตขององค์ซูสเทพบิดา เข้า ใส่เอเธน่า เจ้าแม่เอี้ยวหลบแล้วทรงยกเอาหินที่วางอยู่แถว ๆ นั้นขึ้นทุ่มตอบกลับไป หินก้อนนั้นมิใช่หินธรรมดา แต่เป็นหินที่ตั้งไว้เพื่อ แสดงเขตแดนของนคร หินนั้นกระทบถูกเอเรสเข้าให้ถึงกับทรุดลงกองกับพื้น ก่อนที่เทวีเอเธน่าจะกลับไปเจ้าแม่ยังกล่าวเยาะ ให้เจ็บใจเล่นด้วยว่า "เจ้างั่ง! เพียงแค่นี้ เจ้าก็เดาได้แล้วใช่ไหมว่าเรี่ยวแรงของเรามากขนาดไหน อย่าแหยมมารบกวน เราอีกต่อไปเลย!"

เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเอเรสองค์นี้ คือในฐานะที่เป็นเทพแห่งสงคราม ตามปกติหากรบที่ไหนต้องมีชัยที่นั่น แต่ผิดถนัดสำหรับเทพองค์นี้ หากว่าเอเรส รบที่ไหนปราชัยที่นั่นมากกว่า จนน่าประหลาดใจ นอกจากจะพ่ายแพ้แก่เทวีเอเธน่าแล้ว ยังแพ้มนุษย์อีกด้วย อาทิเช่น วีรบุรุษเฮอร์คิวลิส เคยสังหารโอรสของเอเรสมาแล้ว ครั้นผู้เป็นพ่อเข้าช่วยลูก ก็ถูกต่อยตีจนต้องหลบหนีขึ้นไปบนโอลิมปัสแทบไม่ทัน เมื่อนำเรื่องทูลฟ้องซูสเทพบดี ไท้เธอก็ตัดสินไกล่เกลี่ยให้เลิกรากันไป เนื่องจากแท้ที่จริง เฮอร์คิวลิสก็เป็นโอรสของไท้เธอเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีมารดาเป็นมนุษย์สามัญ

เทพเอเรสมักเสด็จไปไหน ๆ โดยรถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย แสงเกราะและแสงศาตราวุธของเธอส่องแสงเจิดจ้าบาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติดสอยห้อยตามอยู่ 2 คนคือ เดมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับ โฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ บริวารนี้บางตำนานกล่าวว่าเป็นโอรสของเทพเอเรส ในทาง ดาราศาสตร์เมื่อตั้งชื่อดาวอังคารว่า มาร์ส ตามชื่อเทพแห่งสงครามแล้ว ก็เลยตั้งชื่อดวงจันทร์บริวารทั้งสองของดาวอังคารว่า เดมอสกับโฟบอสตามตำนานไปด้วยเลย
ในด้านความรักของเอเรสนั้นเร่รักไปเรื่อยเช่นเดียวกับเทพบุตรอื่น ๆ ในโอลิมปัส ไม่ได้ยกย่องใครเป็นชายา แต่มีเรื่องรักสำคัญของเอเรสอยู่ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น ได้แก่การลักลอบเป็นชู้กับเทวีแห่งความงามและความรักนาม อโฟรไดที่

เมื่อเอเรสเป็นที่เกลียดชังของเทพและมนุษย์ (ชาวกรีก) เช่นนั้นพฤติการณ์ของเธอตอนเป็นชู้กับเทวี อโฟรไดที่จึงเป็นที่ครหารุนแรงและมวลเทพก็คอยจ้องจับผิดก็เพราะความมืดของราตรีกาลเป็นใจ ตราบใดเธอ หลบไปได้ก่อนดวงอาทิตย์ของอพอลโลไขแสง หากยังจับไม่ได้คาหนังคาเขา ตราบนั้นพฤติการณ์ของเธอ ก็ยังคง เป็นความลับ เธอเกรงกลัวอยู่ก็แต่แสงสว่าง ซึ่งเปรียบประดุจนักสืบของเทพอพอลโลเท่านั้น ถ้านักสืบนั้นแฉ พฤติการณ์ของเธอให้ประจักษ์แก่เทพอพอลโลแล้ว เทพอพอลโลก็คงจะนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ถึงกรณี ที่เธอลักลอบกับเทวีอโฟรไดที่ เธอจึงวางยามไว้คนหนึ่งให้คอยปลุกเมื่อใกล้รุ่ง ผู้ทำหน้าที่นี้คือ หนุ่มน้อยชื่อว่า อเล็กไทรออน (Alectryon)

ในคราวที่ความจะแตก อเล็กไทรออนหลับยามเพลินไปจนรุ่งเช้าเป็นเหตุให้อพอลโลเห็นเอเรสกับอโฟรไดที่นิทรา หลับอยู่ด้วยกัน อพอลโลจึงนำความไปบอกแก่เทพฮีฟีสทัส ฮีฟีสทัสสานร่างแหเหล็กเตรียมไว้ก่อนแล้ว พอได้ความดังนั้นก็หอบ ร่างแหไปทอดครอบเอเรสกับอโฟรไดที่ไว้ให้เทพทั้งปวงมาดูและหัวเราะเยาะอย่างครื้นเครง แล้วจึงปล่อยไป ฝ่ายเอเรสได้รับ ความอัปยศอดสูท่ามกลางธารกำนัลยิ่งนัก จึงสาปอเล็กไทรออนให้กลายเป็นไก่ ทำหน้า ที่คอยขันยามในเวลาใกล้รุ่งทุกคืน เป็นการลงโทษในการที่หลับยาม

ด้วยเหตุนี้ไก่ผู้ทุกตัวที่เกิดขึ้นในโลก จึงสืบสกุลมาจากไก่อเล็กไทรออนตัวแรกนั้นทั้งสิ้น

และผลของการอภิรมย์ของคู่นี้ ทำให้เทวีอโฟร์ไดที่ ประสูติธิดาออกมาองค์หนึ่งนามว่า อาร์โมเนีย ซึ่งต่อมาได้ เป็นราชินีแห่งนครธีบส์

2006/Mar/06

วีรบุรุษเปอร์ซิอุส (Perseus)
Perseus เป็นบุตรชายของ Zeus ที่เกิดกับ Danae โดยที่ Danae เป็นธิดาโทนผู้เลอโฉมของกษัตริย์ Acrisius แห่งเมือง Argos ซึ่งกษัตริย์อยากได้บุตรชายมาก แต่เมื่อถาม Oracle ที่ Delphi ว่าจะได้บุตรชายหรือไม่ กลับได้คำตอบว่า จะมีหลานชายจากบุตรีคนเดียว ที่จะมาฆ่าองค์กษัตริย์เอง ทำให้กษัตริย์ Acrisius กลัวมาก แต่ไม่กล้าฆ่าลูกสาวของตนเอง เนื่องจากกลัวพระเจ้าลงโทษ จึงขังบุตรีไว้ในห้องใต้ดินอย่างแน่นหนา มีแต่เพดานที่เจาะช่องไว้มองเห็นฟ้าเบื้องบนได้

คืนหนึ่ง Zeus ได้จำแลงมาในรูปของฝนทองตกจากสวรรค์มาในห้องที่คุมขัง และ Danae ก็ตั้งครรภ์บุตรของ Zeus ซึ่งเมื่อกษัตริย์ Acrisius ค้นพบก็โกรธมาก แต่ก็ไม่กล้าฆ่าในทันที ได้แต่ขังแม่ลูกในกล่องปิดและลอยตามทะเลไป ซึ่งกล่องนี้ถูกพบโดยชาวประมง Dictys กับภรรยา ทั้งคู่เป็นคนดีและเลี้ยงทั้งแม่และลูก เสมือนเป็นลูกของตนเอง ซึ่งอยู่เป็นสุขมาหลายปี จนกระทั่ง Perseus โตเป็นหนุ่ม

ผู้ครองเกาะนั้นชื่อ Polydectes ตกหลุมรัก Danae จึงคิดจะกำจัด Perseus เสีย จึงได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องของอสูรกาย Gorgons ให้ฟังบ่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้จัดงานเลี้ยงและเชิญ Perseus เข้ามาร่วมงานด้วย โดยที่ทุกคนมีของขวัญมาให้ เว้นแต่ Perseus ทำให้ Perseus ประกาศว่าจะเอาหัวของ Gorgon มาเป็นของขวัญ หลังจากนั้น Perseus ก็รีบออกทะเล โดยก่อนที่จะได้เล่าเรื่องให้แม่ฟัง แล้วล่องเรือไปเกาะกรีซ โชคดีที่ Perseus มีเทพคุ้มครองทั้งสองคนคือ Hermes และ Pallas Athena

ระหว่างทางที่เดินทาง Perseus ได้พบกับ Hermes ซึ่งแนะนำว่าก่อนจะไปถึง Gorgons Perseus ควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน โดยต้องเดินทางไปเอาของวิเศษ 3 อย่างจาก ภูตทางเหนือ แต่ทางที่ไปจะรู้ได้จาก Grey women ซึ่งเป็น สามพี่น้องที่แก่มาก ที่แปลกก็คือ สามพี่น้องนี้มีตาอยู่ตาเดียว และต้องผลัดกันใช้ ซึ่ง Perseus ต้องซ่อนตัวเมื่อมีการส่งตาให้กัน แล้ว Perseus ต้องไปแย่งมา และถามคำถามที่ต้องการทราบ ซึ่งเป็นไปตามที่คาด สามพี่น้องจึงรีบบอกทางให้อย่างละเอียด เพื่อที่จะได้ดวงตาคืน ถึงแม้ว่าทางที่ไปหาภูตทางเหนือ เป็นทางที่ไม่สามารถจะหาได้ง่าย แต่เมื่อมี Hermes ช่วย Perseus ก็สามารถพบภูตทางเหนือได้โดยไม่ยากนัก

ของขวัญที่ได้รับจากภูตทางเหนือมีทั้งหมด 3 ชิ้นได้แก่ ร้องเท้ามีปีก (Winged Sandals) ถุงวิเศษที่สามารถขยายขนาดได้พอดีกับของที่ใส่ (Magic Wallet) และที่สำคัญที่สุด คือ หมวกวิเศษ ที่สามารถทำให้ผู้ใส่หายตัวได้ (Cap of Darkness) นอกจากนี้ Hermes ยังให้ยืมดาบวิเศษ ที่สามารถตัดผ่านเกล็ดของ Gorgons โดยไม่หักหรือบิ่นก่อน และ Pallas Athena ก็ได้ให้ยืมโล่ห์ขัดเงา ที่ป้องกันอก เพื่อให้ Perseus เอาไว้มองเงาสะท้อนของ Gorgons เพื่อหลีกเลี่ยงการมองอสูรกายโดยตรง

เมื่อ Hermes พา Perseus ไปถึงที่อาศัยของอสูรกาย จากเงาสะท้อนของโล่ห์ Perseus ได้เห็นสัตว์ประหลาด ที่มีปีกขนาดมหึมา และร่างกายถูกปกคลุมด้วยเกล็ดทองทั้งตัว ส่วนที่หัวก็มีงูขดอยู่แทนผม ซึ่งสัตว์นี้มีอยู่ทั้งหมด 3 ตัว โดย 2 ตัวมีชีวิตเป็นอมตะ (Immortal) มีอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่สามารถฆ่าได้ คือ Medusa ซึ่งเป็นโชคดีของ Perseus ที่อสูรกายเหล่านี้ กำลังหลับอยู่ โดยที่ Athena ช่วยบอก Perseus ว่าตัวไหนเป็น Medusa ถึงตอนนี้ Perseus ก็บินไปเหนือสามพี่น้อง โดยที่ตาจับจ้องอยู่ที่เงาสะท้อนเท่านั้น โดยมี Athena ช่วยนำทางดาบให้ เพียงแค่ดาบเดียวก็สามารถตัดหัวของ Medusa และเก็บหัวของ Medusa ใส่ถุงที่เตรียมมาได้ และถึงแม้ว่า Gorgon อีกสองตัวพยายามจะตามมา แต่หมวกวิเศษก็ช่วยกำบังเขาให้หนีไปได้

เมื่อกลับมาถึงเกาะ เขาก็ได้ทราบข่าวว่า ภรรยาของ Dictys (ชาวประมง) ได้เสียชีวิตนานแล้ว ส่วนแม่และ Dictys ได้หนีไปหลบซ่อนตัวจาก Polydectes หลังจากที่แม่ของเขา ได้ปฏิเสธการแต่งงาน นอกจากนี้เขายังรู้ว่า Polydectes กำลังจัดงานเลี้ยง Perseus จึงไปที่นั่น ทั้งดาบของ Hermes และโล่ห์ของ Athena ดึงสายตาของทุกคนในห้อง มาที่ Perseus เขาจึงแสดงหัวของ Medusa เข้าไปในห้อง ทำให้ทุกคนอยู่ในที่นั้น กลายเป็นหินทั้งหมด เมื่อกำจัดทรราชย์อย่าง Polydectes ได้สำเร็จ เขาก็ออกตามหาแม่และ Dictys และตั้งให้ Dictys เป็นผู้ครองเมืองแทน ส่วนเขาและแม่รวมทั้ง Andromeda ก็กลับไปหากษัตริย์ Acrisius เพื่อจัดการปัญหา แต่เมื่อกลับไปที่ Argos ก็พบว่า กษัตริย์ Acrisius ถูกขับออกจากตำแหน่งไปนานแล้ว และไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน

ต่อมา Perseus ได้ไปเข้าร่วมงานพุ่งแหลน ซึ่งแหลนของ Perseus ได้หล่นลงท่ามกลางฝูงชน และผู้โชคร้ายคนนั้น คือ Acrisius นั่นเอง ซึ่งคำทำนายของ วิหารเทพ Apollo ถูกต้องอีกตามเคย และทั้ง Perseus และ Andromeda ก็อยู่กันอย่างมีความสุข มีลูกชายชื่อ Electryon ซึ่งเป็นตาของ Hercules ในกาลต่อมา ส่วนหัวของนาง Medusa ได้เก็บรักษาไว้โดย Athena โดยเก็บไว้ที่โล่ห์ของ Zeus (Aegis) ที่ Athena มีหน้าที่เก็บรักษานั่นเอง.....